ประวัติเมืองตราด


พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เสด็จรับขวัญชาวตราด ในวโรกาสเสด็จกลับจากประพาสยุโรป
และพระราชทานเหรียญเสมา
ที่หน้าศาลากลางจังหวัดตราด
เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2450
(ภาพจากสำนักงานวัฒนธรรมจ.ตราด)

ชื่อเมืองตราด
หรือเมืองทุ่งใหญ่

ปรากฎในทำเนียบหัวเมือง
สมัยพระเจ้าปราสาททอง
(พ.ศ. 2178) ว่าเป็นหัวเมือง
ชายทะเล สังกัดฝ่ายการต่างประเทศ
ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับ
ด้านการคลังด้วย
นอกจากเป็นแหล่งสินค้าแล้ว
ตราดยังเป็นหนึ่งในเมืองท่าชายทะเล
ที่มีชัยภูมิเหมากับการแวะจอดเรือ
เพื่อขนถ่ายซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า
เติมเสบียงอาหารและน้ำจืด
บริเวณอ่าวเมืองตราด
จึงเป็นที่ตั้งชุมชน
พ่อค้าชาวจีนที่เดินทางมาค้าขาย


ครั้นเมื่อสงครามกู้เอกราช (พ.ศ. 2310) สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ทรงเลือกตราดเป็นเมืองหน้าด่านกันชน ทำหน้าที่ส่งเสบียงอาหารก่อนเคลื่อนกองทัพเรือออก
จากจันทบุรี ยกไปขับไล่พม่าเพื่อกอบกู้เอกราชคืนสู่ชาติไทย

ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2325 สมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกรัชกาลที่ 1
เมืองตราดยังขึ้นกับกรมท่า แสดงให้เห็นว่าเมืองตราด
ยังคงสังกัดอยู่ในฝ่ายกิจการต่างประเทศและการคลัง
ในฐานะหัวเมืองชายฝั่งทะเล และเป็นเมืองท่าสำคัญแห่งหนึ่ง
เช่นเดียวกับในสมัยอยุธยา

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3
ไทยทำศึกกับเจ้าอนุวงศ์ แห่งเมืองเวียงจันทน์
ซึ่งต่อมาได้หันไปสวามิภักดิ์กับญวน ไทยกับญวนผิดใจกัน
จนต้องทำสงครามในปี พ.ศ. 2371 เมืองตราดมีความสำคัญ
เป็นแหล่งกำลังพล และเสบียงอาหาร
มีการตั้งป้อมค่ายอยู่ที่บ้านแหลมหิน ปากอ่าวเมืองตราด

พระปรีชาสามารถของ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทำให้ประเทศไทยได้เมืองตราดกลับคืนมา

ฝรั่งเศสส่งมอบเมืองตราด
คืนให้กับไทย
เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2499
(ภาพจากสำนักงานวัฒนธรรมจ.ตราด)

ยุคล่าอาณานิคมของตะวันตก

ในสมัยสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ฝรั่งเศสได้พยายามทุกวิถีทาง
ที่จะเข้ายึดครอง ดินแดนของประเทศไทยให้ได้ เช่นเดียวกับที่ทำสำเร็จแล้ว
ในญวน เขมร และลาว โดยส่งกองทัพเรือเข้ายึดจันทบุรีในปี ร. ศ. 112 (พ.ศ.2436)
และคืนให้ไทยในปี พ.ศ. 2447 แต่ได้บังคับให้ไทยต้องยอมมอบเมืองตราด
ให้อยู่ในการปกครองของฝรั่งเศส

ต่อมารัฐบาลไทยเห็นว่าตราดมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์
และพลเมืองส่วนใหญ่เป็นคนไทย
ด้วยพระปรีชาสามารถของพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ฝรั่งเศสจึงยินยอมทำสัญญายกเมืองตราดคืนให้กับไทย เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ. ศ. 2449
โดยแลกเปลี่ยนกับพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ
ชาวตราดจึงถือเอาวันที่ 23 มีนาคม ของทุกปี
เป็นวันสำคัญของชาวตราดและคนไทยจะได้สำนึก
ถึงพระมหากรุณาธิคุณขององค์พระพุทธเจ้าหลวง
ในการปกป้องเอกราชอธิปไตยของไทยไว้ให้ลูกหลาน
 
ท่าเรือแหลมงอบ เมื่อปี พ.ศ. 2502
แสดงให้เห็นว่า
จังหวัดตราดมีความเจริญ
ในด้านการประมงมาก
มีท่าเทียบเรือและเรือบรรทุกสินค้า
ที่ทันสมัย มีสะพานเทียบเรือ
ทำด้วยไม้ลูกระนาด มีราวไม้ 2 ข้าง
ตัวสะพานทอดยาวออกไปในทะเล
ปัจจุบันแปรภาพเป็นสะพานคอนกรีต
เสริมเหล็ก


สมัยสงครามอินโดจีน


ในช่วงสมัยสงครามอินโดจีน (พ.ศ. 2483 - 2484) ฝรั่งเศสพยายามเข้ายึดเมืองตราดอีกครั้ง
เมื่อวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2484 โดยส่งกองเรือรบล่วงล้ำน่านน้ำทะเลตราดบริเวณเกาะช้าง
กองเรือรบราชนาวีไทยได้เข้าต่อสู้ขัดขวางอย่างกล้าหาญ ขับไล่ข้าศึกให้ล่าถอยไปได้
แต่ก็ต้องสูญเสียเรือรบหลวงไปอีก 3 ลำ คือ
เรือรบหลวงสงขลา เรือรบหลวงชลบุรี และเรือรบหลวงธนบุรี
รวมทั้งทหารอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งนับเป็นวีรกรรมของทหารเรือไทยที่รู้จักกันในนาม
“ยุทธนาวีเกาะช้าง”